http://www.thaihandmadeshop.com
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com
 

 หน้าแรก

 สินค้า

 วิธีการสั่งซื้อสินค้า

 วิธีการชำระเงิน

 ตรวจสอบการส่งสินค้า

 ติดต่อเรา

สินค้า

 กระเป๋า
 ผ้าพันคอ
 หมวก
 สมุดทำมือ
 รับสร้างเว็บไซต์
 โฆษณาหน้าแรก

กระเป๋า และ หนัง

เคล็ดไม่ลับ ทำตามได้

ดอกไม้

บทความทั่วไป

ปลูกผักไร้สาร

ข่าว ท่องเทียว

สมุนไพรน่ารู้

สาระสุขภาพ

อาหาร + ขนม

ปฎิทิน

« December 2017»
SMTWTFS
     12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31      

กินเจ ได้บุญ สุขภาพดี

กินเจ ได้บุญ สุขภาพดี

กินเจอย่างไร ได้บุญ สุขภาพดี

เทศกาลกินเจ "กินเจอย่างไรถึงจะดีต่อสุขภาพ" เป็นประเพณีที่ปฏิบัติสืบทอดกันมาเป็นเวลาช้านาน โดยทุกวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 9 ของ ทุกปีตามปฏิทินจีนจะเป็นวันเริ่มต้นของเทศกาลกินเจ สำหรับเทศกาลกินเจในปีนี้ ตรงกับวันที่ 13 - 21 ตุลาคม 25558 โดยผู้ที่กินเจจะไม่รับประทานอาหารเนื้อสัตว์ หรือผลิตภัณฑ์จากสัตว์ นอกจากนี้ยังต้องประพฤติตนให้อยู่ในศีลธรรมอันดี ให้มีความบริสุทธิ์ทั้งกาย วาจา ใจ อีกด้วย

          คำว่า “เจ” มาจากคำว่า “ไจ” ในภาษาจีน จะเห็นธงสัญลักษณ์การกินเจ ตัวอักษรจีนสีแดงบนผืนธงสีเหลือง ซึ่งมีความหมายว่า “ปราศจากการทำลายชีวิตและปราศจากของที่มี

กลิ่นคาว” สำหรับข้อควรปฎิบัติ และข้อห้ามในการกินเจ ได้แก่ 

1. งดรับประทานเนื้อสัตว์ และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ เช่น นม เนย หรือน้ำมันจากสัตว์

2. งดบริโภคผักที่มี กลิ่น ฉุน ได้แก่ กระเทียม (รวมถึงหัวกระเทียมและต้นกระเทียม) หัวหอม (รวมถึงต้นหอม ใบหอม หอมแดง หอมขาว หอมหัวใหญ่) หลักเกียว (กระเทียมโทนจีน)

กุยช่าย ใบยาสูบ รวมทั้งเครื่องเทศที่มีกลิ่นฉุน

3. งดรับประทานอาหารรสจัด เช่น เผ็ดมาก เค็มมาก หวานมาก เปรี้ยวมาก

4. งดดื่มสุรา และของมึนเมาทุกประเภท และ

5. ควรรักษาศีล5 ทำจิตใจให้บริสุทธิ์

สำหรับข้อควรปฏิบัติในการรับประทานอาหารเจแล้วมีสุขภาพดี มีดังนี้

          1. เลือกรับประทานข้าวกล้อง หรือข้าวซ้อมมือ เป็นข้าวที่กะเทาะเอาเปลือกข้าวออกเท่านั้นแต่ยังไม่ผ่านกระบวนการขัดสี จึงทำให้สารอาหารที่เคลือบอยู่ที่เมล็ดข้าวยังคงอยู่และทำให้มีคุณค่าทาง โภชนาการ มากกว่าข้าวขาวที่ขัดสีแล้ว มีวิตามิน และแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกายหลายชนิด เช่น วิตามินเอ วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินบี 6 วิตามินอี ธาตุเหล็ก แคลเซียม และแมกนีเซียม ในข้าวกล้องยังมีสารกาบา (GABA) ที่ช่วยในการบำรุงเซลล์ประสาท ทำให้รู้สึกผ่อนคลายและไม่เครียดอีกด้วย

          ข้อแตกต่างกัน ข้าวกล้องกับข้าวขาว  มีในเรื่องการรักษาระดับน้ำตาลในเลือด กล่าวคือ

ข้าวกล้องมีใยอาหารจากส่วนของเปลือก เป็นเยื่อบางๆสีน้ำตาลห่อหุ้มอยู่ ซึ่งมีความเหนียวและไม่สามารถย่อยได้ในร่างกายของมนุษย์ แต่จะถูกย่อยโดยการเคี้ยว ทำให้มีพื้นที่ผิวสัมผัสกับน้ำย่อยน้อยกว่าข้าวขาว ส่งผลให้การย่อยข้าวกล้องเป็นไปอย่างช้าๆ ทำให้ค่อยๆปลดปล่อยน้ำตาลกลูโคสออกมา จึงเป็นการช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้

          2. รับประทานธัญพืช และ ผลิตภัณฑ์จากธัญพืช การ กินเจจะทำให้ขาดสารอาหารจำพวกโปรตีนจากเนื้อสัตว์ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องบริโภคธัญพืชต่างๆ เช่น ถั่วเหลืองซึ่งถือเป็นแหล่งของโปรตีนที่สำคัญ งาขาวและงาดำ เป็นแหล่งของกรดไขมันที่จำเป็น ที่ช่วยในการเสริมสร้างส่วนที่สึกหรอของร่างกายให้มีความสมบูรณ์ ในถั่วเหลืองยังมีสารไฟโตเอสโตรเจนมีประโยชน์คล้ายฮอร์โมนเพศหญิง ช่วยลดอาการในวัยทอง และช่วยป้องกันเป็นโรคหัวใจ ป้องกันเป็นโรคมะเร็งได้อีกด้วย นอกจากนี้ ถั่วเหลืองยังมีกรดอะมิโน ที่มีความจำเป็นต่อร่างกาย และยังมีกรดไลโนเลอิกซึ่งเป็นกรดไขมันจำเป็นที่ร่างกายไม่สามารถสังเคราะห์ ขึ้นเองได้ต้องได้รับจากการบริโภคอาหารเท่านั้น

          ในปัจจุบันได้มีการแปรรูปถั่วเหลืองให้อยู่ในหลายรูปแบบ เช่น โปรตีนเกษตร ใช้ในการปรุงอาหารร่วมกับอาหารเจชนิดอื่นๆอีกด้วยเพื่อให้เกิดความหลากหลาย และเป็นทางเลือกให้กับผู้ที่กินเจ สำหรับเครื่องดื่มที่เตรียมจากธัญพืช ไม่ว่าจะเป็นน้ำเต้าหู้และนมถั่วเหลืองผสมธัญพืช ก็อุดมไปด้วยโปรตีน ช่วยให้พลังงานแต่มีไขมันน้อย นอกจากนี้ยังมีวิตามิน และแร่ธาตุที่  จำเป็นต่อร่างกาย ไม่ว่าจะเป็น วิตามินเอ วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินบี 3 (ไนอะซิน) วิตามินอี แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก เป็นต้น

          ส่วนในเต้าหู้แข็ง ทั้งที่เป็นเต้าหู้ขาวหรือเหลือง จะมีการใส่  "เจี๊ยะกอ" (เป็นภาษาจีนแต้จิ๋ว) หรือ “เอี๊ยะกอ” หรือชื่อทางเคมีว่า แคลเซียมซัลเฟต (Calcium Sulfate) เป็นส่วนผสม

ทำเต้าหู้จับตัวเป็นก้อน ซึ่งในเจี๊ยะกอนี้จะมีแร่ธาตุแคลเซียมสำคัญในการบำรุงกระดูกได้


          3. เลือกรับประทานผักชนิดใบและผลไม้  หลีกเลี่ยงพืชหัวที่มีคาร์โบไฮเดรตสูง เช่น เผือก มันเทศ รวมทั้งผลไม้ที่มีน้ำตาลสูง เช่น มะม่วงสุก ทุเรียน อย่างไร ก็ตาม

ควร เลือกเน้นรับประทานผักใบเขียวซึ่งจะมีปริมาณของธาตุเหล็กสูง รวมทั้งควรเลือกรับประทานผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง ซึ่งจะมีผลช่วยในการดูดซึมธาตุเหล็กของร่างกายจาก

ผัก และผลไม้ได้ มากขึ้น สำหรับผักและผลไม้กระป๋องนั้น ควรระวัง ปริมาณของโซเดียม (เกลือ) และ คาร์โบไฮเดรต (แป้งและน้ำตาล)เนื่องจากอาหารกระป๋องโดยส่วนใหญ่จะมีการใช้เกลือ และ น้ำตาลในปริมาณมากเพื่อในการถนอมอาหาร หากไม่จำเป็นควรเลี่ยงการรับประทานอาหารกระป๋อง และเลือกรับประทานผัก ผลไม้สด มากกว่า

          4. หลีกเลี่ยงอาหารจำพวกของทอดและผัด และควรเลือกรับประทานอาหารเจที่เตรียมจากกระบวนการนึ่ง ต้ม และ ตุ๋น เพราะช่วยให้เลี่ยงการรับน้ำมัน ซึ่งมีไขมันสูง

แนะนำใช้ น้ำมันพืชทำอาหารได้แก่ น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันรำข้าว น้ำมันงา น้ำมันจากดอกคำฝอย น้ำมันจากเมล็ดฝ้าย น้ำมันจากเมล็ดทานตะวัน เป็นต้น น้ำมันพืชที่กล่าวมาข้างต้น

จะมีองค์ประกอบส่วนใหญ่เป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัว ซึ่งมีประโยชน์ต่อร่างกาย

ควรหลีกเลี่ยง น้ำมันพืชที่ ได้แก่ น้ำมันมะพร้าวและน้ำมันเมล็ดปาล์ม เนื่องจากมีกรดไขมันอิ่มตัวปริมาณมากอาจจะทำให้ระดับโคเลสเตอรอลในเลือดสูง ขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจขาดเลือด โดยเฉพาะผู้ที่มีไขมันในเลือดสูง ควรหลีกเลี่ยง

          5. ควรเลือกรับประทานผัก และผลไม้ที่มีสีสันหลากหลาย เพื่อให้ร่างกายได้รับทั้งวิตามิน แร่ธาตุ ซึ่งช่วยการทำงานของระบบต่างๆในร่างกาย และเป็นแหล่งสำคัญของใยอาหาร (Fiber) ซึ่งช่วยลดการดูดซึมคอเลสเตอรอลและไขมันได้ นอกจากนี้ยังช่วยระบบย่อย ระบบการขับถ่ายทำงานปกติอีกด้วย สำหรับสีสันที่เราพบในผักผลไม้ชนิดต่างๆ เป็นสารที่เรียกว่า ไฟโตรนิวเทรียนท์ (Phytonutrients) สารเหล่านี้มีคุณสมบัติพิเศษช่วยการป้องกันโรคบางชนิด เช่น คลอโรฟิลล์ (Chlorophyll) เป็นสารสีเขียวพบในผักผลไม้ ช่วยป้องกันการเป็นโรคมะเร็ง สารสีเหลืองที่มีชื่อเรียกว่า ลูทีน (Lutein) ก็จัดเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยลดความเสื่อมของจอประสาทตาได้ ส่วนสีส้มจะพบสารกลุ่มสี เบต้า-แคโรทีน (Beta carotene) และสารในกลุ่มฟลาโวนอยด์ (Flavonoids) ซึ่งช่วยดูแลรักษาสุขภาพหัวใจ หลอดเลือด ภูมิคุ้มกัน และลดโอกาสการเกิดมะเร็ง หรือสีแดงที่พบ โดยเฉพาะในมะเขือเทศ จะพบสารไลโคปีน (Lycopene) ซึ่งช่วยลดการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมากในเพศชายได้ เป็นต้น

          อาหารเจเป็นอาหารสุขภาพที่เหมาะกับคนทุกเพศวัย แต่ ต้องยึดหลักสะอาด ถูกหลักโภชนาการ และปลอดภัย เน้นให้ผู้บริโภครับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารอย่างครบถ้วน แต่สำหรับท่านที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันสูง โรคหัวใจและไขมันนั้น ก็ควรใช้ความระมัดระวังในการเลือกรับประทานอาหารเจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง แป้ง น้ำตาล น้ำมันและความเค็ม สำหรับผู้ที่กินเจตลอดปี เพื่อไม่ให้เกิดภาวะการขาดโปรตีน ธาตุเหล็ก และ วิตามินบี ผู้ที่กินเจจำเป็นต้องบริโภคธัญพืช และผักใบเขียวอย่างสม่ำเสมอ และให้ระวังเรื่องการขาดธาตุเหล็ก และวิตามินบี 12 ควร กินยาเม็ด เสริมธาตุเหล็ก และวิตามันบี 12 ควบคู่ไปด้วย นอกจากนี้ผู้ที่กินเจจะต้องดูแลตัวเองในเรื่องของอาหารแล้ว ควรเอาใจใส่กับการพักผ่อน (การนอน)ให้เต็มที่ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ก็จะทำให้การกินเจปีนี้ อิ่มทั้งบุญ อิ่มทั้งกาย และสุขภาพแข็งแรงอีกด้วย

อ้างอิง

ผลิตภัณฑ์ธรรมชาติเพื่อสุขภาพ เล่มที่ ๑. โรงพิมพ์ดาว เชียงใหม่, นิตยสารหมอชาวบ้าน

http://www.thaihandmadeshop.com/

Tags : กินเจ ได้บุญ  สุขภาพดี

view

 หน้าแรก

 สินค้า

 บทความ

 เว็บบอร์ด

 ติดต่อเรา

view